ฝากอ่าน จากอาวินทร์...
posted on 21 May 2008 21:18 by bankzgatez in Winbookclub
คุณค่าของชีวิต ตอน 1
คุณค่าของชีวิต ตอน 1 : การทำแท้งเป็นบาปหรือไม่
คุณตื่นนอนกลางดึก หูคุณแว่วเสียงบางอย่าง คุณรู้ว่าไม่ใช่เสียงพายุหิมะแน่ คุณลุกขึ้นจากเตียง คุณมองออกไปนอกหน้าต่าง ข้างนอกบ้านหิมะกำลังตกหนัก คุณเดินลงไปที่ชั้นล่าง คุณพบว่ามีชายแปลกหน้าคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องรับแขก คุณถามเขาว่า "คุณเข้ามายังบ้านของฉันทำไม?" เขาตอบว่า "เพราะประตูเปิดอยู่"
คุณบอกเขาว่า "แต่นี่เป็นบ้านของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในบ้านของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต" เขาตอบว่า "ก็บ้านของคุณอบอุ่นดี"
คุณบอกให้เขาออกไปจากบ้านคุณเสีย เขาบอกว่า "ผมออกไปไม่ได้หรอก ขืนออกไปตอนนี้ ผมก็หนาวตายข้างนอกนั่นสิ"
คุณบอกว่า "แต่ฉันมีสิทธิเป็นเจ้าของบ้านนี้" เขาตอบว่า "ผมก็มีสิทธิในการมีชีวิต ถ้าผมออกไปข้างนอกแล้วตาย คุณก็ต้องเข้าคุกเพราะฆ่าผมตายทางอ้อม"
เรื่องที่เล่ามานี้มิใช่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับใคร มันเป็นตัวอย่างที่นักวิวาทะปัญหาเรื่องการทำแท้งมักยกมาเปรียบเทียบ
เจ้าของครรภ์ (บ้าน) มีสิทธิ์ในร่างกายของตนเองจริงหรือไม่? มีเสรีภาพในการทำแท้งเด็กในท้อง (ไล่คนแปลกหน้าออกจากบ้าน) หรือไม่?
การทำแท้งเป็นประเด็นถกกันมานาน เป็นประเด็นร้อนในสังคมทั่วโลก บ่อยครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นเรื่องที่จะถกกันไปอีกนานแสนนาน ตราบที่ผู้หญิงตั้งท้องได้และไม่ทุกคนที่อยากมีลูก โดยสองค่ายความคิด : Pro-choice กับ Pro-life
Pro-choice เห็นว่ามนุษย์สมควรมีเสรีภาพในการเลือก หญิงเจ้าของครรภ์จึงมีสิทธิ์ตัดสินว่าจะอุ้มท้องหรือไม่ รัฐไม่มีสิทธิ์เหนือสิ่งที่เกิดในภายในมดลูกของหญิงคนนั้น
Pro-life เห็นว่าชีวิตมนุษย์แม้ในรูปของตัวอ่อนย่อมมีค่า เมื่อสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว แม้ว่ามันอยู่ในรูปของตัวอ่อน ก็มีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้ ไม่มีใครมีสิทธิที่จะทำลายมันโดยพลการ เพราะการทำลายตัวอ่อนก็คือฆาตกรรม
นี่จึงเป็นวิวาทะของสองซีกความคิดต่อสองสาระที่ต่างก็สำคัญต่อมนุษย์ ?: ชีวิตกับเสรีภาพ
ตัวเลขของการทำแท้งทั่วโลกในปัจจุบันคือประมาณ 46 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่มีอัตราการทำแท้งสูงมากๆ มิใช่ประเทศเสรีนิยม หากเป็นประเทศสังคมนิยม เช่น รัสเซีย เวียดนาม ในตัวเลข 46 ล้านรายนี้ มีเพียง 26 ล้านรายที่ทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตัวเลขขององค์การสหประชาชาติชี้ว่า การทำแท้งกว่า 88 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นก่อนตัวอ่อนอายุ 12 สัปดาห์
ไม่ว่าความเห็นของชาวโลกต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์ของโลกก็บันทึกชัดว่า การทำแท้งในสมัยโบราณไม่เป็นเรื่องวุ่นวายเหมือนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะผู้คนสมัยนั้นยังไม่รู้รายละเอียดของการปฏิสนธิ ยิ่งไม่รู้พัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละขั้น จวบจนเมื่อโลกประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์และเรารู้ว่า ชีวิตเกิดจากการผสมระหว่างอสุจิกับไข่ มุมมองเกี่ยวกับชีวิตก็เปลี่ยนไป ความคิดต่อต้านการทำแท้งขยายวงกว้างออกไป แต่ละสังคม แต่ละประเทศมีมุมมองต่างกัน และความเห็นเรื่องนี้แปรต่างกันไปตามความเชื่อ วิธีการใช้ชีวิต วัฒนธรรม ฯลฯ
ในศตวรรษที่ 19 ประเทศส่วนใหญ่ในโลกห้ามการทำแท้ง จนถึงศตวรรษที่ 20 หลายประเทศจึงเริ่มอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยไม่มีบทลงโทษ ประเทศแรกๆ ที่อนุญาตการทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย ได้แก่ สหภาพโซเวียต (พ.ศ. 2462) เยอรมนี (พ.ศ. 2478) สวีเดน (พ.ศ. 2481)
สำหรับทัศนคติการทำแท้งในประเทศไทยเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เพราะในสมัยโบราณเรามองว่าการทำแท้งเป็นเรื่องธรรมดา สังคมยอมรับการตัดสินใจของสตรีเป็นใหญ่ คนโบราณมองว่านี่เป็นสิทธิของหญิง การทำแท้งได้กลายเป็นสิ่ง 'ผิด' เมื่อกฎหมายไทยเดินตามหลังประเทศที่ 'ศิวิไลซ์' ทางตะวันตก
กฎหมายตราสามดวงของไทยโบราณไม่เอาผิดหญิงที่ทำให้ตัวเองแท้งลูก หมวดพระอัยการทาสในกฎหมายตราสามดวงมาตรา 94 แบ่งการตั้งครรภ์ออกเป็นสองช่วง ช่วงสามเดือนแรกเรียก 'เขตรักษาท้อง' ช่วงสามเดือนจนครบกำหนดเรียก 'ทศมาส' ทารกที่คลอดหรือแท้งในช่วงหลังนี้ ไม่ว่าเด็กที่คลอดจะรอดหรือตาย ให้ถือว่าเป็นการคลอดทั้งสิ้น
นอกจากการทำแท้งเพราะความพลาดพลั้งแล้ว ยังมีการทำแท้งเพราะเพศของตัวอ่อนด้วย
ในบางประเทศเช่นจีน อินเดีย การทำแท้งตัวอ่อนเพศหญิงสูงกว่าชายหลายเท่า เพราะสังคมไม่นิยมทารกหญิง วัฒนธรรมของชาวจีนนิยมเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง เพราะเด็กชายจะเป็นผู้สืบแซ่ต่อไป การจบแซ่ที่รุ่นใดถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคลของตระกูลนั้น ทว่าเมื่อพลเมืองจีนสูงถึงหลักพันล้าน ความจำเป็นที่ต้องควบคุมจำนวนประชากรจึงเกิดขึ้น โดยการออกนโยบาย 'ครอบครัวเดียว ลูกคนเดียว' ขณะที่ค่านิยมทารกเพศชายยังไม่หมดสิ้นไป จึงมีรายงานการทำแท้งไปจนถึงการฆ่าเด็กทารกหญิงที่เพิ่งเกิดเสมอๆ
ในประเทศอินเดีย บางพิธีกรรมทางความตายต้องใช้ญาติที่เป็นชายเท่านั้น ทำให้ทารกชายเป็นที่นิยมมากกว่า เทคโนโลยีการตรวจเพศในตัวอ่อนกลายเป็นดาบสองคม เมื่อคนใช้มันเพื่อจุดประสงค์ในการรู้เพศของตัวอ่อน และทำลายตัวอ่อนที่เป็นหญิง
โฆษณาในยุคทศวรรษ 1970-1980 ในอินเดียตีพิมพ์ว่า "ลงทุน 500 รูปี (เป็นค่าตรวจสอบเพศเด็ก) ในวันนี้ จะประหยัดเงินห้าหมื่นรูปี (ค่าสินสอดที่ฝ่ายหญิงให้ฝ่ายชาย) ภายหลัง" ตัวเลขบ่งว่าในช่วง ค.ศ. 1985-2005 ตัวอ่อนเพศหญิงถูกทำลายไปราวสิบล้านชีวิต จนในปี ค.ศ. 1994 รัฐบาลอินเดียต้องห้ามการตรวจเพศเด็กโดยสิ้นเชิง
เรื่องนี้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายสำหรับหญิง เพราะมันกลายเป็นกรรมตามสนองครอบครัวที่นิยมเพศชาย นั่นคือเมื่อมีชายมาก หญิงน้อย ทำให้หญิงสามารถเลือกคู่ครองได้มากกว่าชาย!
อย่างไรก็ตาม เรื่องกฎหมายอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าบริบททางสังคมและศีลธรรม เพราะการทำแท้งก้าวไกลกว่า 'ผิดกฎหมาย-ถูกกฎหมาย' มันข้ามไปยังประเด็นของ บาป-ไม่บาป, ภาระสังคม, คุณค่าของชีวิต, ความรับผิดชอบของปัจเจกและสังคม ไปจนถึงขอบเขตของเสรีภาพ
มีคำถามมากมายในการถกเรื่องการทำแท้ง : การฆ่าทารกที่เกิดแล้วกับการทำลายตัวอ่อนต่างกันหรือไม่ ในเมื่อทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถมีชีวิตรอดด้วยตัวเอง? การทำลายตัวอ่อนที่มีอายุสองเดือนกับสามเดือน สี่เดือน ห้าเดือน เจ็ดเดือน... ต่างกันอย่างไร? ที่จุดใดเราเรียกมันว่าเป็น 'ฆาตกรรม' ? รัฐใช้สิทธิอะไรในการห้ามหรืออนุญาตการทำแท้ง ในเมื่อรัฐธรรมนูญเน้นเรื่องเสรีภาพของมนุษย์? การบังคับให้หญิงอุ้มท้องทั้งที่ไม่ต้องการเด็กนั้นเป็นเรื่องแย่หรือดี? หากการทำแท้งตัวอ่อนที่เกิดจากการข่มขืนไม่ผิดหรือไม่บาป ทำไมการทำแท้งตัวอ่อนอื่นๆ จึงผิดหรือบาป? อะไรคือบรรทัดฐาน? ทำไมสังคมยอมรับการทำแท้งของหญิงที่ถูกข่มขืนและการทำแท้งตัวอ่อนเพื่อรักษาชีวิตแม่ว่าไม่ผิด ไม่บาป ทั้งที่เป็นการทำลายชีวิตตัวอ่อนชนิดเดียวกัน? หรือเพราะแม่มีชีวิตก่อนจึงมีคุณค่ามากกว่า? เปรียบเทียบได้กับกรณีเมื่อเรือโดยสารล่ม คนที่ลงเรือชูชีพก่อนมีสิทธิ์รอดชีวิตมากกว่าคนที่มาทีหลัง?
การทำแท้งเป็นเรื่องผิดหรือไม่ บาปหรือไม่ เป็นคำถามที่อยู่ในพื้นที่สีเทา เพราะเราไม่สามารถหามาตรอะไรมาวัดว่า การกระทำหนึ่งถูกหรือผิด (ที่สำคัญคือ อะไรคือถูก? อะไรคือผิด?) หรือจะใช้มุมมองไหนเป็นหลัก มุมมองของแม่? ของหมอ? ของผู้รักษากฎหมาย? ของสังคม? ของศาสนา? ของธรรมชาติ?
ประเด็นการถกยังลามไปเชื่อมกับศาสนา บางศาสนาเช่นคริสต์นิกายคาทอลิกห้ามการคุมกำเนิด ในอีกหลายศาสนา การทำแท้งถูกตราว่าเป็นบาปมหันต์ ขณะที่ฝ่าย Pro-choice ชี้ว่า การปล่อยให้เด็กเกิดมาโดยไม่พร้อม ทำให้เด็กถูกทอดทิ้ง ไร้การศึกษา กระทั่งอดตาย อาจเป็นบาปมหันต์กว่า สถิติเด็กมีปัญหาเพราะเกิดมาโดยไม่พร้อมและเป็นภาระสังคมนั้นสูงขึ้นในทุกสังคม ในหลายกรณีแม่เด็กได้ 'คลอดแล้วเผ่น' ทิ้งเด็กไว้เป็นภาระต่อสังคม และทิ้งรอยบาดแผลในใจเด็กไปตลอดชีวิต
คาร์ล ซาแกน นักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ตั้งคำถามในหนังสือ Billions and Billions ว่า "อะไรคือความรับผิดชอบของเราต่อคนอื่นๆ ? สมควรเพียงใดที่เราจะยินยอมให้รัฐรุกล้ำเข้าในเรื่องส่วนตัวของชีวิตของเรา? ขอบเขตของเสรีภาพอยู่แค่ไหน? อะไรคือความหมายของความเป็นมนุษย์?"
คาร์ล ซาแกน ชี้ว่า 'ชีวิต' มิได้เกิดเมื่อมีการปฏิสนธิ หากแต่ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ต้นกำเนิดของชีวิต ทั้งนี้เพราะชีวิตเป็นสายโซ่ที่ไหลต่อเนื่องไม่ขาดตอนมาตั้งแต่กำเนิดโลกเมื่อหลายพันล้านปีก่อน มันเป็นห่วงโซ่ที่ย้อนเชื่อมไปยังต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์หลายแสนปีมาแล้ว ดังนั้นไข่และตัวสเปอร์มก็มีชีวิต และถ้าใช้ 'ชีวิต' เป็นมาตรวัด เราก็มีคำถามต่อไปว่า การสำเร็จความใคร่ของชายเป็นการฆาตกรรมหมู่หรือไม่? เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการปฏิสนธิ เพราะทุกครั้งที่มีการหลั่ง จะมีตัวสเปอร์มหลายร้อยล้านตัวที่ตายไปเพราะไม่ได้ปฏิสนธิ การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นการฆ่าทางอ้อมหรือไม่? ฝันเปียกเป็นการฆ่าโดยไม่เจตนาหรือไม่? การมีประจำเดือนของสตรีซึ่งเป็นการทำลายไข่ เป็นการฆาตกรรมหรือไม่? เพราะทุกเดือนที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ก็เท่ากับว่าไข่ใบนั้นถูกปล่อยให้ตายไป ตลอดทั้งชีวิตของแต่ละคน มีตัวสเปอร์มหรือไข่ตายไปนับไม่ถ้วน เหล่านี้คือ 'ชีวิต' ทั้งนั้นมิใช่หรือ?
มองในมุมของธรรมชาติ มีหลักฐานชัดเจนว่าธรรมชาติสร้างชีวิตมาเกินจำนวนเสมอ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร เช่น จำนวนกวางในป่ามีมากพอที่หลังจากเป็นอาหารของสิงโตแล้ว ยังสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ จำนวนปลาแซลมอนในทะเลมีมากพอให้หลังจากเป็นอาหารแก่ฝูงหมีแล้ว ยังเหลือพอสืบสายพันธุ์ ฯลฯ เป็นเช่นนี้ทั้งบนแผ่นดิน บนท้องฟ้า ใต้ดิน ใต้น้ำ
คำถามคือ การรักษาชีวิตโดยไม่ดูตาม้าตาเรืออาจเป็นการทำลายสมดุลธรรมชาติหรือไม่ หากมนุษย์รักษาชีวิตจนวันหนึ่งประชากรล้นโลก และทำให้ห่วงโซ่อาหารของทั้งโลกถูกทำลาย ทำให้อาหารไม่พอจนคนตายเพราะอดอาหาร?
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
26 เมษายน 2551
คมคำคนคม
It is forbidden to kill; therefore all murderers are punished unless they kill in large numbers and to the sound of trumpets.
เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะฆ่า ดังนั้นฆาตกรทั้งหลายจะถูกลงโทษ เว้นเสียแต่พวกเขาฆ่าจำนวนมากๆ และมีเสียงเป่าแตรด้วย
Voltaire (1694 - 1778)
วอลแตร์
คุณค่าของชีวิต ตอน 1 : การทำแท้งเป็นบาปหรือไม่
คุณตื่นนอนกลางดึก หูคุณแว่วเสียงบางอย่าง คุณรู้ว่าไม่ใช่เสียงพายุหิมะแน่ คุณลุกขึ้นจากเตียง คุณมองออกไปนอกหน้าต่าง ข้างนอกบ้านหิมะกำลังตกหนัก คุณเดินลงไปที่ชั้นล่าง คุณพบว่ามีชายแปลกหน้าคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องรับแขก คุณถามเขาว่า "คุณเข้ามายังบ้านของฉันทำไม?" เขาตอบว่า "เพราะประตูเปิดอยู่"
คุณบอกเขาว่า "แต่นี่เป็นบ้านของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในบ้านของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต" เขาตอบว่า "ก็บ้านของคุณอบอุ่นดี"
คุณบอกให้เขาออกไปจากบ้านคุณเสีย เขาบอกว่า "ผมออกไปไม่ได้หรอก ขืนออกไปตอนนี้ ผมก็หนาวตายข้างนอกนั่นสิ"
คุณบอกว่า "แต่ฉันมีสิทธิเป็นเจ้าของบ้านนี้" เขาตอบว่า "ผมก็มีสิทธิในการมีชีวิต ถ้าผมออกไปข้างนอกแล้วตาย คุณก็ต้องเข้าคุกเพราะฆ่าผมตายทางอ้อม"
เรื่องที่เล่ามานี้มิใช่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับใคร มันเป็นตัวอย่างที่นักวิวาทะปัญหาเรื่องการทำแท้งมักยกมาเปรียบเทียบ
เจ้าของครรภ์ (บ้าน) มีสิทธิ์ในร่างกายของตนเองจริงหรือไม่? มีเสรีภาพในการทำแท้งเด็กในท้อง (ไล่คนแปลกหน้าออกจากบ้าน) หรือไม่?
การทำแท้งเป็นประเด็นถกกันมานาน เป็นประเด็นร้อนในสังคมทั่วโลก บ่อยครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นเรื่องที่จะถกกันไปอีกนานแสนนาน ตราบที่ผู้หญิงตั้งท้องได้และไม่ทุกคนที่อยากมีลูก โดยสองค่ายความคิด : Pro-choice กับ Pro-life
Pro-choice เห็นว่ามนุษย์สมควรมีเสรีภาพในการเลือก หญิงเจ้าของครรภ์จึงมีสิทธิ์ตัดสินว่าจะอุ้มท้องหรือไม่ รัฐไม่มีสิทธิ์เหนือสิ่งที่เกิดในภายในมดลูกของหญิงคนนั้น
Pro-life เห็นว่าชีวิตมนุษย์แม้ในรูปของตัวอ่อนย่อมมีค่า เมื่อสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว แม้ว่ามันอยู่ในรูปของตัวอ่อน ก็มีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้ ไม่มีใครมีสิทธิที่จะทำลายมันโดยพลการ เพราะการทำลายตัวอ่อนก็คือฆาตกรรม
นี่จึงเป็นวิวาทะของสองซีกความคิดต่อสองสาระที่ต่างก็สำคัญต่อมนุษย์ ?: ชีวิตกับเสรีภาพ
ตัวเลขของการทำแท้งทั่วโลกในปัจจุบันคือประมาณ 46 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่มีอัตราการทำแท้งสูงมากๆ มิใช่ประเทศเสรีนิยม หากเป็นประเทศสังคมนิยม เช่น รัสเซีย เวียดนาม ในตัวเลข 46 ล้านรายนี้ มีเพียง 26 ล้านรายที่ทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตัวเลขขององค์การสหประชาชาติชี้ว่า การทำแท้งกว่า 88 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นก่อนตัวอ่อนอายุ 12 สัปดาห์
ไม่ว่าความเห็นของชาวโลกต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์ของโลกก็บันทึกชัดว่า การทำแท้งในสมัยโบราณไม่เป็นเรื่องวุ่นวายเหมือนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะผู้คนสมัยนั้นยังไม่รู้รายละเอียดของการปฏิสนธิ ยิ่งไม่รู้พัฒนาการของตัวอ่อนในแต่ละขั้น จวบจนเมื่อโลกประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์และเรารู้ว่า ชีวิตเกิดจากการผสมระหว่างอสุจิกับไข่ มุมมองเกี่ยวกับชีวิตก็เปลี่ยนไป ความคิดต่อต้านการทำแท้งขยายวงกว้างออกไป แต่ละสังคม แต่ละประเทศมีมุมมองต่างกัน และความเห็นเรื่องนี้แปรต่างกันไปตามความเชื่อ วิธีการใช้ชีวิต วัฒนธรรม ฯลฯ
ในศตวรรษที่ 19 ประเทศส่วนใหญ่ในโลกห้ามการทำแท้ง จนถึงศตวรรษที่ 20 หลายประเทศจึงเริ่มอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยไม่มีบทลงโทษ ประเทศแรกๆ ที่อนุญาตการทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย ได้แก่ สหภาพโซเวียต (พ.ศ. 2462) เยอรมนี (พ.ศ. 2478) สวีเดน (พ.ศ. 2481)
สำหรับทัศนคติการทำแท้งในประเทศไทยเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เพราะในสมัยโบราณเรามองว่าการทำแท้งเป็นเรื่องธรรมดา สังคมยอมรับการตัดสินใจของสตรีเป็นใหญ่ คนโบราณมองว่านี่เป็นสิทธิของหญิง การทำแท้งได้กลายเป็นสิ่ง 'ผิด' เมื่อกฎหมายไทยเดินตามหลังประเทศที่ 'ศิวิไลซ์' ทางตะวันตก
กฎหมายตราสามดวงของไทยโบราณไม่เอาผิดหญิงที่ทำให้ตัวเองแท้งลูก หมวดพระอัยการทาสในกฎหมายตราสามดวงมาตรา 94 แบ่งการตั้งครรภ์ออกเป็นสองช่วง ช่วงสามเดือนแรกเรียก 'เขตรักษาท้อง' ช่วงสามเดือนจนครบกำหนดเรียก 'ทศมาส' ทารกที่คลอดหรือแท้งในช่วงหลังนี้ ไม่ว่าเด็กที่คลอดจะรอดหรือตาย ให้ถือว่าเป็นการคลอดทั้งสิ้น
นอกจากการทำแท้งเพราะความพลาดพลั้งแล้ว ยังมีการทำแท้งเพราะเพศของตัวอ่อนด้วย
ในบางประเทศเช่นจีน อินเดีย การทำแท้งตัวอ่อนเพศหญิงสูงกว่าชายหลายเท่า เพราะสังคมไม่นิยมทารกหญิง วัฒนธรรมของชาวจีนนิยมเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง เพราะเด็กชายจะเป็นผู้สืบแซ่ต่อไป การจบแซ่ที่รุ่นใดถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคลของตระกูลนั้น ทว่าเมื่อพลเมืองจีนสูงถึงหลักพันล้าน ความจำเป็นที่ต้องควบคุมจำนวนประชากรจึงเกิดขึ้น โดยการออกนโยบาย 'ครอบครัวเดียว ลูกคนเดียว' ขณะที่ค่านิยมทารกเพศชายยังไม่หมดสิ้นไป จึงมีรายงานการทำแท้งไปจนถึงการฆ่าเด็กทารกหญิงที่เพิ่งเกิดเสมอๆ
ในประเทศอินเดีย บางพิธีกรรมทางความตายต้องใช้ญาติที่เป็นชายเท่านั้น ทำให้ทารกชายเป็นที่นิยมมากกว่า เทคโนโลยีการตรวจเพศในตัวอ่อนกลายเป็นดาบสองคม เมื่อคนใช้มันเพื่อจุดประสงค์ในการรู้เพศของตัวอ่อน และทำลายตัวอ่อนที่เป็นหญิง
โฆษณาในยุคทศวรรษ 1970-1980 ในอินเดียตีพิมพ์ว่า "ลงทุน 500 รูปี (เป็นค่าตรวจสอบเพศเด็ก) ในวันนี้ จะประหยัดเงินห้าหมื่นรูปี (ค่าสินสอดที่ฝ่ายหญิงให้ฝ่ายชาย) ภายหลัง" ตัวเลขบ่งว่าในช่วง ค.ศ. 1985-2005 ตัวอ่อนเพศหญิงถูกทำลายไปราวสิบล้านชีวิต จนในปี ค.ศ. 1994 รัฐบาลอินเดียต้องห้ามการตรวจเพศเด็กโดยสิ้นเชิง
เรื่องนี้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้ายสำหรับหญิง เพราะมันกลายเป็นกรรมตามสนองครอบครัวที่นิยมเพศชาย นั่นคือเมื่อมีชายมาก หญิงน้อย ทำให้หญิงสามารถเลือกคู่ครองได้มากกว่าชาย!
อย่างไรก็ตาม เรื่องกฎหมายอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าบริบททางสังคมและศีลธรรม เพราะการทำแท้งก้าวไกลกว่า 'ผิดกฎหมาย-ถูกกฎหมาย' มันข้ามไปยังประเด็นของ บาป-ไม่บาป, ภาระสังคม, คุณค่าของชีวิต, ความรับผิดชอบของปัจเจกและสังคม ไปจนถึงขอบเขตของเสรีภาพ
มีคำถามมากมายในการถกเรื่องการทำแท้ง : การฆ่าทารกที่เกิดแล้วกับการทำลายตัวอ่อนต่างกันหรือไม่ ในเมื่อทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถมีชีวิตรอดด้วยตัวเอง? การทำลายตัวอ่อนที่มีอายุสองเดือนกับสามเดือน สี่เดือน ห้าเดือน เจ็ดเดือน... ต่างกันอย่างไร? ที่จุดใดเราเรียกมันว่าเป็น 'ฆาตกรรม' ? รัฐใช้สิทธิอะไรในการห้ามหรืออนุญาตการทำแท้ง ในเมื่อรัฐธรรมนูญเน้นเรื่องเสรีภาพของมนุษย์? การบังคับให้หญิงอุ้มท้องทั้งที่ไม่ต้องการเด็กนั้นเป็นเรื่องแย่หรือดี? หากการทำแท้งตัวอ่อนที่เกิดจากการข่มขืนไม่ผิดหรือไม่บาป ทำไมการทำแท้งตัวอ่อนอื่นๆ จึงผิดหรือบาป? อะไรคือบรรทัดฐาน? ทำไมสังคมยอมรับการทำแท้งของหญิงที่ถูกข่มขืนและการทำแท้งตัวอ่อนเพื่อรักษาชีวิตแม่ว่าไม่ผิด ไม่บาป ทั้งที่เป็นการทำลายชีวิตตัวอ่อนชนิดเดียวกัน? หรือเพราะแม่มีชีวิตก่อนจึงมีคุณค่ามากกว่า? เปรียบเทียบได้กับกรณีเมื่อเรือโดยสารล่ม คนที่ลงเรือชูชีพก่อนมีสิทธิ์รอดชีวิตมากกว่าคนที่มาทีหลัง?
การทำแท้งเป็นเรื่องผิดหรือไม่ บาปหรือไม่ เป็นคำถามที่อยู่ในพื้นที่สีเทา เพราะเราไม่สามารถหามาตรอะไรมาวัดว่า การกระทำหนึ่งถูกหรือผิด (ที่สำคัญคือ อะไรคือถูก? อะไรคือผิด?) หรือจะใช้มุมมองไหนเป็นหลัก มุมมองของแม่? ของหมอ? ของผู้รักษากฎหมาย? ของสังคม? ของศาสนา? ของธรรมชาติ?
ประเด็นการถกยังลามไปเชื่อมกับศาสนา บางศาสนาเช่นคริสต์นิกายคาทอลิกห้ามการคุมกำเนิด ในอีกหลายศาสนา การทำแท้งถูกตราว่าเป็นบาปมหันต์ ขณะที่ฝ่าย Pro-choice ชี้ว่า การปล่อยให้เด็กเกิดมาโดยไม่พร้อม ทำให้เด็กถูกทอดทิ้ง ไร้การศึกษา กระทั่งอดตาย อาจเป็นบาปมหันต์กว่า สถิติเด็กมีปัญหาเพราะเกิดมาโดยไม่พร้อมและเป็นภาระสังคมนั้นสูงขึ้นในทุกสังคม ในหลายกรณีแม่เด็กได้ 'คลอดแล้วเผ่น' ทิ้งเด็กไว้เป็นภาระต่อสังคม และทิ้งรอยบาดแผลในใจเด็กไปตลอดชีวิต
คาร์ล ซาแกน นักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ตั้งคำถามในหนังสือ Billions and Billions ว่า "อะไรคือความรับผิดชอบของเราต่อคนอื่นๆ ? สมควรเพียงใดที่เราจะยินยอมให้รัฐรุกล้ำเข้าในเรื่องส่วนตัวของชีวิตของเรา? ขอบเขตของเสรีภาพอยู่แค่ไหน? อะไรคือความหมายของความเป็นมนุษย์?"
คาร์ล ซาแกน ชี้ว่า 'ชีวิต' มิได้เกิดเมื่อมีการปฏิสนธิ หากแต่ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ต้นกำเนิดของชีวิต ทั้งนี้เพราะชีวิตเป็นสายโซ่ที่ไหลต่อเนื่องไม่ขาดตอนมาตั้งแต่กำเนิดโลกเมื่อหลายพันล้านปีก่อน มันเป็นห่วงโซ่ที่ย้อนเชื่อมไปยังต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์หลายแสนปีมาแล้ว ดังนั้นไข่และตัวสเปอร์มก็มีชีวิต และถ้าใช้ 'ชีวิต' เป็นมาตรวัด เราก็มีคำถามต่อไปว่า การสำเร็จความใคร่ของชายเป็นการฆาตกรรมหมู่หรือไม่? เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการปฏิสนธิ เพราะทุกครั้งที่มีการหลั่ง จะมีตัวสเปอร์มหลายร้อยล้านตัวที่ตายไปเพราะไม่ได้ปฏิสนธิ การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นการฆ่าทางอ้อมหรือไม่? ฝันเปียกเป็นการฆ่าโดยไม่เจตนาหรือไม่? การมีประจำเดือนของสตรีซึ่งเป็นการทำลายไข่ เป็นการฆาตกรรมหรือไม่? เพราะทุกเดือนที่ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ ก็เท่ากับว่าไข่ใบนั้นถูกปล่อยให้ตายไป ตลอดทั้งชีวิตของแต่ละคน มีตัวสเปอร์มหรือไข่ตายไปนับไม่ถ้วน เหล่านี้คือ 'ชีวิต' ทั้งนั้นมิใช่หรือ?
มองในมุมของธรรมชาติ มีหลักฐานชัดเจนว่าธรรมชาติสร้างชีวิตมาเกินจำนวนเสมอ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร เช่น จำนวนกวางในป่ามีมากพอที่หลังจากเป็นอาหารของสิงโตแล้ว ยังสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ จำนวนปลาแซลมอนในทะเลมีมากพอให้หลังจากเป็นอาหารแก่ฝูงหมีแล้ว ยังเหลือพอสืบสายพันธุ์ ฯลฯ เป็นเช่นนี้ทั้งบนแผ่นดิน บนท้องฟ้า ใต้ดิน ใต้น้ำ
คำถามคือ การรักษาชีวิตโดยไม่ดูตาม้าตาเรืออาจเป็นการทำลายสมดุลธรรมชาติหรือไม่ หากมนุษย์รักษาชีวิตจนวันหนึ่งประชากรล้นโลก และทำให้ห่วงโซ่อาหารของทั้งโลกถูกทำลาย ทำให้อาหารไม่พอจนคนตายเพราะอดอาหาร?
(ยังมีต่อ)
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
26 เมษายน 2551
คมคำคนคม
It is forbidden to kill; therefore all murderers are punished unless they kill in large numbers and to the sound of trumpets.
เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะฆ่า ดังนั้นฆาตกรทั้งหลายจะถูกลงโทษ เว้นเสียแต่พวกเขาฆ่าจำนวนมากๆ และมีเสียงเป่าแตรด้วย
Voltaire (1694 - 1778)
วอลแตร์
Tags: global, universal, winbookclub1 Comments
เราสามารถก้าวไปถึงสังคมอุดมคติได้หรือไม่
posted on 04 Feb 2008 03:36 by bankzgatezไม่นานมานี้ สถานีวิทยุแห่งหนึ่งถามผู้ฟังว่า เห็นด้วยกับการมีหวยบนดิน (ที่ถูกต้องตามกฎหมาย) หรือไม่ ผู้ฟังร้อยละ 99 ตอบว่าเห็นด้วย เหตุผลส่วนใหญ่คล้ายๆ กันคือ
1 ถ้าไม่มีหวยบนดิน ก็จะมีหวยใต้ดิน หรือ "ถ้าเราไม่ทำ เขาก็ทำ"
2 รายได้จากการดำเนินกิจการหวยสามารถนำมาใช้พัฒนาสังคมได้มากมาย
3 หวยทำให้ชาวบ้านมีความหวัง แทนที่จะอยู่อย่างหดหู่ไปวันๆ
4 มนุษย์เราเปลี่ยนไม่ได้ สันดานคนถึงอย่างไรก็ต้องพนันวันยังค่ำ และไหนๆ ก็ต้องมีการพนันแล้ว สู้ให้รัฐเป็นคนทำ และเอาเงินกำไรมาช่วยเหลือสังคมดีกว่า
ทั้งสี่ข้อเป็นเหตุผลที่ควรแก่การรับฟัง และฟังขึ้นทีเดียว หากมองในมุมของเรื่องเงินทอง
เอ๊ะ! ยังมีมุมมองอื่นด้วยหรือ?
เมื่อลองแตกยอดความคิดของผู้ที่เห็นด้วยออกไปอีกระดับหนึ่ง นั่นคือใช้คำว่า 'เงินทอง' เป็นตัวตั้ง เราพบว่ายังมีอีกหลายกิจกรรมที่เข้าข่ายเดียวกัน เช่น การมีโสเภณี บาร์ลามก หนังโป๊ ยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ ไปจนถึงกิจการมือปืน ฯลฯ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ "ถ้าเราไม่ทำ เขาก็ทำ"
และในเมื่อพวกมันเป็นกิจกรรมที่สามารถทำให้เป็น 'ประโยชน์ของสังคมส่วนรวม' ทำไมเราไม่ทำให้กิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายไปด้วย? รัฐอาจตั้งกระทรวงโสเภณีแห่งชาติ กระทรวงอาบอบนวดแห่งชาติ กระทรวงหนังกำพร้าแห่งชาติ กระทรวงยาบ้าแห่งชาติ กระทรวงยาเสพติดแห่งชาติ กระทรวงบาร์ราตรีแห่งชาติ กระทรวงมือปืนแห่งชาติ กระทรวงพนันแห่งชาติ
หากเราทำให้การค้าประเวณีถูกกฎหมาย รัฐจะมีเงินเข้าคลังปีละหลายพันล้านบาท
หากเราทำให้การค้ายาบ้าถูกกฎหมาย จะช่วยนำเงินตราเข้าประเทศปีละอีกหลายพันล้านบาท
ถ้ารวบกิจการค้ายาเสพติดอื่นๆ ตั้งซุ้มมือปืน ฯลฯ ทั้งหมดมาไว้ในมือรัฐ เราก็อาจสามารถนำเงินตรานี้ไปช่วยลดภาระน้ำมัน ไปจนถึงภาษี อาจถึงระดับที่ประชาราษฎร์ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและภาษีเงินได้อีกต่อไป
ย่อมมีคนบอกว่า "คุณก็เว่อร์ไป หวยไม่ใช่เรื่องอันตรายเหมือนยาบ้า" และ "ทำให้โสเภณีถูกกฎหมายเมื่อไร สังคมก็ฟอนเฟะน่ะซี"
นั่นขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มาตรใดมาวัดความฟอนเฟะของสังคม
หากใช้ระบบศีลธรรม เช่น ศีลห้าของพุทธ (ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยยืนยันว่าเป็นชาวพุทธ) การทำหวยบนดินก็เข้าข่ายทำให้สังคมฟอนเฟะทันที เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาเกลือกกลั้วอบายมุข จนบัญญัติไว้ในศีลห้าสำหรับคนทั่วไป
ประโยค "รายได้จากการดำเนินกิจการหวยสามารถนำมาใช้พัฒนาสังคมได้มากมาย" จริง หากมองแค่ที่ตัวรายได้
ทว่าหากมองที่คุณภาพของคนในสังคม ในระยะยาวสังคมของเราก็จะมีแต่คนนิสัยหยิบหย่ง ไม่ชอบทำงาน ชอบเดินทางลัดและหวังน้ำบ่อหน้า พูดง่ายๆ คือ โลภและขี้เกียจ
สังคมแบบนี้ต่อให้มีเงินเท่าไรก็ไม่คุ้มค่า เห็นชัดๆ ว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยายคุณท้าวแฟง หรือยายแฟง หาเงินจากอาชีพเปิดซ่องหญิงงามเมืองจนร่ำรวย และนำเงินนั้นไปสร้างวัด เรียกว่า วัดใหม่ยายแฟง ภายหลังเรียกว่า วัดคณิกาผล
ในงานสมโภชน์วัด สมเด็จพุฒาจารย์เทศน์เทศน์ยายแฟงว่า เงินทำบุญหนึ่งบาทของยายแฟงได้อานิสงส์เพียงแค่สลึงเฟื้องเท่านั้น เพราะเป็นเงินสกปรก
ความหมายของ 'สกปรก' ของสมเด็จพุฒาจารย์กว้างกว่าแค่ 'บาป' แต่ในระยะยาวมันทำให้ทั้งสังคมแย่กว่าเดิม
เมื่อมองด้วยหลักเศรษฐกิจ การเล่นหวยเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากการให้ความหวังอย่างยิ่ง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวของคนจนได้สักเรื่องเดียว คนจนที่เล่นหวยหากโชคดีก็จนอย่างเดิม ถ้าโชคร้ายก็จนกว่าเดิม วงจรอุบาทว์ของชีวิตของพวกเขาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
ในทางเศรษฐกิจการเล่นหวยไม่ก่อให้เกิดผลผลิตในระยะยาว (คนละเรื่องกับการที่คนขายหวยมีงานทำ ซึ่งจัดเป็นผลผลิตเทียม) ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากกว่ารายได้หลายเท่า เนื่องจากมันไม่ช่วยพัฒนาคน
ต่อให้เงินทองไหลเวียนดีในตลาด (ซึ่งมักเกิดจากอุปสงค์อุปทานปลอม) หากคนในชาติไม่พัฒนาความรู้ ไม่มีทักษะ วันหนึ่งเมื่อเงินไม่สะพัด ชาติก็ล่ม เพราะคนในชาติทำอะไรไม่เป็น เป็นได้เพียงแรงงานไร้ฝีมือ มิพักเอ่ยถึงการแข่งกับนานาชาติ
ถ้าเรียกความเชื่อนี้ว่า 'ความหวัง' ก็เป็นการหลอกตัวเองเปล่าๆ
สำหรับประเด็นที่ว่า มนุษย์เราต้องพนันอยู่แล้ว แก้ไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มนุษย์เลิกพนัน เพราะมันฝังในสันดานแล้ว
หากเราถ่างตาเรากว้างด้วยวิชาประวัติศาสตร์ จะพบว่าการพนันเกิดขึ้นมาหลังจากที่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนกลายเป็นสัตว์สังคม และประดิษฐ์ระบบเงินตรา มันไม่ใช่สิ่งที่ฝังมาใน 'ชิพ' พันธุกรรมของมนุษย์มาแต่แรก อย่างเช่นความต้องการมีเพศสัมพันธ์ ที่น่าขันก็คือ แม้แต่ยีนบางตัวก็ยังสามารถลบออกได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์สามารถลบยีนกลัวแมวออกจากหนูได้สำเร็จ
มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมได้ ถ้าจำต้องเปลี่ยน เช่นที่เราเคยเปลี่ยนจากการอาศัยบนยอดไม้มาเดินบนท้องทุ่งเมื่อหลายแสนปีมาแล้ว
ย่อมมีคนอยากถามว่า "คุณหมายความว่าเราสามารถลบสันดานพนันออกจากตัวได้หรือ?"
หลายหมื่นปีก่อนสมัยพุทธกาลและคริสตกาล ย้อนไปในสมัยมนุษย์ถ้ำ เมื่อมนุษย์ยุคหินชายนึกอยากร่วมเพศ ก็ลากสตรีไปนอนด้วยโดยไม่มีกฏหมายหรือหลักศีลธรรมปราม แต่เมื่อโลกมีหลักศาสนา พระพุทธเจ้าตั้งหลักศีลห้า ศีลแปด ฯลฯ โมเสสประกาศบัญญัติสิบประการ ก็มีผู้คนปฏิบัติตาม และพัฒนาสังคมได้ในอีกระดับหนึ่ง แม้ยังห่างไกลจากอุดมคติแห่งโลกยูโธเปีย แต่ก็เชื่อว่าน่าพอใจกว่าสมัยมนุษย์หินแน่ๆ
เห็นชัดว่า มนุษย์เราสามารถพัฒนาไปสู่ระดับที่ดีขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ได้สังคมที่น่าอยู่ขึ้น
การรัดเท้าสตรีจีนที่มีมานานหลายพันปี ก็ถูกลบล้างได้ เช่นกัน โลกเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน การสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อผู้คนเห็นโทษของมันมากขึ้น คนสูบบุหรี่ทั่วโลกก็ลดลง สายการบินประกาศเที่ยวบินปลอดบุหรี่ บางประเทศแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการสูบบุหรี่ เช่นเดียวกับการลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง แอลกอฮอล์ อนุมูลอิสระ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ 'เป็นไปไม่ได้' และ 'ทำไม่ได้' ในบางช่วงเวลาในอดีต
นี่ย่อมแสดงว่า เราสามารถเปลี่ยนสังคมได้ เราไม่จำเป็นต้องยอมรับกติกาเดิมๆ สภาพเดิมๆ ไปจนตาย
ดังนั้นเมื่อมองอบายมุขต่างๆ ในสังคมปัจจุบัน เราจะพบว่า “มนุษย์เราเปลี่ยนไม่ได้ สันดานคนถึงอย่างไรก็ต้องพนันวันยังค่ำ” เป็นเพียงคำแก้ตัวของคนขี้เกียจที่ไม่ยอมมองไปข้างหน้า และอาจตกเป็นเครื่องมือของคนฉลาดได้ง่ายดาย ใครเล่าที่เป็นคนพูดว่า "ถ้าเราไม่ทำ เขาก็ทำ" ถ้าไม่ใช่นักการเมืองหรือคนที่ได้ผลประโยชน์?
แต่แปลกที่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า "ถ้าเขาไม่ทำดี เราจะทำดี"
แน่ละ มนุษย์ย่อมมีเสรี และควรจะมีเสรีที่จะทำอะไรก็ได้ คุณสามารถกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงทุกมื้อได้ สูบบุหรี่วันละห้าซอง กินเหล้าวันละสองกลม เล่นหวยทั้งชาติ เพราะชีวิตของคุณเป็นของคุณ แต่การใช้ชีวิตแบบปัจเจกไม่ว่าจำนวนมากเพียงใด ไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างในการกำหนดทิศทางไปสู่หายนะของสังคม
การใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ไม่ใช่ง่าย นอกจากจะต้องเอาตัวรอดและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว เรายังมีความรับผิดชอบต่อคนรุ่นอนาคตด้วย
หากโลกมนุษย์จบที่คนรุ่นเรา เราอาจไม่จำเป็นต้องแยแสต่อลูกหลานของเรา แต่เรามีลูก หลาน เหลน ต่อเนื่องไปอีกนาน
เราอยากให้พวกเขาอยู่ในสังคมฟอนเฟะที่เรามีส่วนวางรากให้หรือ? เพียงเพราะเห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้นและปล่อยให้ความโลภบดบังความรัก เรายอมรับกันแค่นี้หรือ? เราพอใจกันแค่นี้หรือ? ในสังคมที่ "ใครจะทำอะไรก็ทำ ขอให้กูสบายก็แล้วกัน" ?
เราเลิกเชื่อในเรื่องสังคมอุดมคติแล้วหรือ?
ไม่ทุกสิ่งที่กระทำต่อเนื่องมาหลายพันปีเป็นเรื่องดี หลายเรื่องเป็นสิ่งเหลวไหลอย่างยิ่ง
และเป็นหน้าที่ของเราที่จะฆ่าอวิชชาตัวนี้เสียในรุ่นของเรา
เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
2 กุมภาพันธ์ 2551
